จิตสำนึกดี ที่ทุกคนควรมี

เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องที่ปรากฏแพร่หลายใน facebook ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องแต่ง แต่มันมีคุณค่าแก่การบอกต่อไปครับ

หลายวันก่อน ผมตื่นไปต่อคิวทำเอกสารราชการตั้งแต่เช้ามืด ผมนั่งหลับๆ ตื่นๆ อยู่ 2 ชั่วโมงกว่า พอถึงแปดโมงครึ่งได้เวลาทำการ แถวก็ค่อยๆ ทยอยเข้าไป ผมรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่า ก็ผ่านมาถึงด่านตรวจบัตรประชาชน เพื่อรับแบบฟอร์มไปกรอก แล้วนั่งรอเรียกเข้าไปทำเอกสาร

พอเจ้าหน้าที่รับบัตรประชาชนของผมไปก็พูดขึ้นมาว่า “เสียดายนะคะ” ผมก็งงว่าเสียดายอะไร เลยถามเขา คำตอบที่ได้คือ “เสียดายที่ไม่ได้เอาหนังสือมา ไม่งั้นจะได้ขอลายเซ็น” ผมก็ได้แต่ยิ้มรับ จากนั้นผมก็ได้รับแบบฟอร์มตามขั้นตอน แล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ก็พาผมเดินสวนเข้าไปในช่องที่คนเดินออก ผมก็สงสัยว่าเขาจะพาผมไปไหน เพราะคนที่มาต่อคิวก่อนหน้าผม พอได้เอกสารแล้วก็เดินไปนั่งรออีกฝั่งทุกคน

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่พาผมเดินอ้อมมาถึงเคาน์เตอร์ทำเอกสารด้านหลัง เขาก็เขียนข้อความสั้นๆ บนบัตรคิวว่า ‘ฝากด้วยนะคะ’ เตรียมจะยื่นต่อให้เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ ผมถึงรู้ว่า เขาใจดีพาผม ‘ลัดคิว’ มาถึงด่านสุดท้ายโดยไม่ต้องรอ

ผมเลยบอกเขาไปว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมต่อคิวตามปกติได้” เจ้าหน้าที่สาวคนนั้นยิ้มแล้วพูดเขินๆ ว่า “นึกว่ามีธุระ กลัวเสียเวลาค่ะ” ผมเลยตอบเธอด้วยรอยยิ้มว่า “วันนี้ผมไม่รีบเลยครับ ผมเคลียร์งานมาต่อคิวอย่างเดียวเลย” เธอก็เลยเอาปากกาขีดฆ่าข้อความว่า ‘ฝากด้วยนะคะ’ ทิ้ง แล้วพาผมเดินกลับมาที่จุดแรกอีกครั้ง เรายิ้มให้กัน แล้วผมก็เดินไปนั่งรอตามปกติ

ผมนั่งรออยู่ราวครึ่งชั่วโมง ระหว่างรอก็คิดอะไรไปเรื่อย ผมไม่ได้คิดว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ผิด เพราะเธอคงอยากดูแลแขกที่เธอเห็นว่าพิเศษ และวิธีที่เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้แขกพิเศษได้คงมีไม่กี่วิธี แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหนที่ปฏิเสธความช่วยเหลือครั้งนี้ ผมแค่ไม่รู้ว่าจะรับความช่วยเหลือครั้งนี้ไปทำไม จริงอยู่ถ้าผมลัดคิว การรอคอยของผมจะสั้นลง แต่ถ้าผมไม่รับ ผมก็ไม่ได้เสียอะไรเลย ไม่ได้เสียอะไรเลยจริงๆ

อาจเป็นเพราะผมเรียนเศรษฐศาสตร์มา เลยถูกปลูกฝังให้สนใจเรื่องการหาโอกาส และการแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด การตัดสินใจที่จะทำให้ผลประโยชน์ของเราลดลง ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิด แต่ด้วยความที่เรียนสายสิ่งแวดล้อม ผมก็เลยเชื่อว่า ผลประโยชน์สูงสุดนั้น ควรจะเกิดกับสังคม ไม่ใช่บุคคล

กรณีนี้ ผมเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมเวลา มาต่อคิวครึ่งวันเต็มๆ ถ้าผมลัดคิว ก็ใช้เวลาน้อยลง ถือเป็นกำไร แต่ผมจะกล้ามองหน้าคนที่ผมแซงคิว คนที่นั่งต่อคิวมาด้วยกันตั้งแต่เช้ามืดได้ยังไง และที่สำคัญ ถ้าผมไม่อยากถูกแซงคิว ผมก็ไม่ควรแซงคิวใคร

ถ้าผมไม่แซงคิว ชีวิตผมก็ดำเนินต่อไปตามปกติ ตามแผนและตามเวลาที่เตรียมมา ผมไม่ได้เสียอะไรเลย นั่นทำให้ผมเลือกต่อคิวตามปกติ

พอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเสร็จ ก็ถึงคิวผมพอดี สุดท้ายผมเสร็จสิ้นทุกขั้นตอนตั้งแต่สิบโมงนิดๆ เร็วกว่าที่เตรียมเวลามาตั้งหลายชั่วโมง ก่อนจะกลับออฟฟิศผมแวะเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาสักหน่อย นั่นทำให้ผมนึกถึงคำของพี่อธิคม คุณาวุฒิ บ.ก.คนแรกของผม พี่คมบอกว่า เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ควรเป็นสิ่งที่ทำแล้วเรายังกล้าสบตาตัวเองในกระจก

ถ้าผมใช้สิทธิพิเศษลัดคิว ผมจะกล้าสบตาคนที่กำลังต่อคิวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางได้ยังไง แล้วผมก็คงไม่กล้าสบตาตัวเอง เพราะผมก็คือหนึ่งในคนที่นั่งต่อคิวอยู่ตรงนั้น

waiting

อ่านถึงตรงนี้เพื่อนผู้อ่านคงสงสัยว่าหมายถึงใคร ผมก็ไม่ทราบครับ เก็บมาฝากจากบทความที่แชร์ในเฟสครับ ถ้าคนระดับ VIP หรือคนทั่วไปคิดกันได้แบบนี้คงดีไม่น้อย เอาแค่รักษากฏจราจรยังไม่ยอมทำกันเลย ขอแซงซ้ายริมทางเพื่อแซงหน้าได้ 1 คันแล้วไปเจอทางบีบ ก็ปาดหน้ากลับ ความสุขของคนแบบนี้ก้อแค่เพียงได้เอาเปรียบ ได้ชนะคนอื่น เท่านั้นเอง บางครั้งก็คิดนะครับว่า การเป็นคนดี รักษากฏ มันก็อยู่ยากเหมือนกัน แต่ก็ต้องทำครับ (เราจะได้ด่าคนอื่นได้เต็มปาก 555 )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s